บทความธุรกิจสำหรับธุรกิจ sme
ทำอย่างไรถึงจะสร้าง Thailand Creative Economy
จากนิตยสาร Business.com เดือนพฤษภาคม 2552

ผศ.ดร. การดี เลียวไพโรจน์

Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เรื่องนี้กำลังมาแรง แต่เมืองไทยเพิ่งมาตื่นตัวในช่วงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง ไม่ใช่แต่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังตื่นตัว ทั่วโลกก็ตื่นตัวเช่นกัน

ผู้เขียนในฐานะที่มีส่วนรวมในการผลักดัน คือ จัดทีมที่ปรึกษาให้กับท่านนายกฯ ร่วมกับคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากทม. ในคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ โดยสภาพัฒน์ได้นำเรื่องนี้ไปบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 ที่จะดำเนินการเสร็จสิ้นประมาณมิถุนายนนี้

อีกส่วนหนึ่ง ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการพาณิชย์ คือ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ก็ได้ไปเสนอแนวคิดนี้เช่นเดียวกัน จึงอยากจะเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ให้กว้างขวางมากขึ้น

ถามว่า ภาคเกษตรไทยจะเป็น Creative Economy ได้ไหม ขอตอบว่าได้ แต่ส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นวัตถุดิบ เช่น ข้าวเป็นข้าว มันเป็นมัน ขายจำนวนมาก แต่ได้ราคานิดเดียว

ทุกวันนี้เราเป็นผู้ผลิตข้าวมากที่สุดในโลก หรืออาจกล่าวได้ว่า เราน่าจะเป็นประเทศที่รู้เรื่องข้าวมากที่สุด แต่ทำไม ข้าว ก็ยังเป็นข้าวเหมือนเดิม ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือ มูลค่าเพิ่ม

Creative Economy Pyramid

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ Business Model ของไวน์ ที่พยายามสร้างเรื่องราว เช่น ไวน์ ปีค.ศ. 2007 อร่อยกว่าปีค.ศ. 2001 เพราะฤดูกาลในปีนั้นๆ ดีกว่า กระทั่งขายออกมาได้ ขวดละพันกว่าบาทต่อขวด ในขณะที่ข้าวเรากระสอบหนึ่งขายได้ไม่กี่ร้อยบาท นี่คือสิ่งที่ผิดปกติ

เราจะสามารถทำได้ไหมว่า ข้าวหอมมะลิ ปลูกที่กรุงเทพฯ จะมีรสชาติแตกต่างจากที่ปลูกในจังหวัดอื่นๆ ฝรั่งกินแล้วอาจไม่รู้ แต่นี่ก็อาจเป็นวิธีที่บ่งบอกถึงความเป็นข้าวไทยของเราได้

อย่างไรก็ตาม มีบางคนเป็นห่วงว่า ถ้าเราใช้แนวคิด Creative Economy อย่างเต็มตัว จะสร้างศิลปินเดินชนกันเต็มถนนหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ หรือความฝันที่จะเป็นดีทรอยต์เอเชีย จะต้องล่มสลายไปหรือเปล่า ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน

ดีทรอยต์เอเชียยังอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โออีเอ็ม หรือ เถ้าแก่ปั๊มเหล็กอย่างเดียว โรงงานที่ผลิตต้องสามารถดีไซน์ได้เลยว่า เหล็กในเมืองไทยเหมาะแก่การปั๊มแบบไหน แล้วก็ไปเสนอขายโตโยต้า หรือฮอนด้า หมายความว่า เราต้องเป็นทั้งผู้ออกแบบ จากทรัพยากรที่มีอยู่ ให้กับผู้ที่ต้องการสินค้า นี่คือสาระสำคัญ

ถ้าประเทศไทยจะตื่นขึ้นมา แล้วจะเริ่มสร้างอะไรก่อนดี นี่คือ คำถามที่ท้าทายมาก

หลักการสร้าง Creative Economy ควรมีสองขา ขาหนึ่งควรสร้างรากฐานที่มีความแข็งแรง เช่น ระบบการศึกษา ที่จะเรียนแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก (ใส่ตารางระกอบ 1) ภาครัฐต้องสร้างพื้นที่ หรือสร้างระบบสาธารณูปโภคให้เหมาะกับธุรกิจยุคใหม่ ที่จะก้าวไปสู่ Creative Economy ระยะนี้ควรแบ่งเป็น 2 บทบาท หนึ่งต้องเลือก Flagship Industry ก่อน เพราะจะเอาทุกฝ่ายมาร่วมกันคงยาก แต่ต้องสร้าง Show Case ก่อน คือ อะไร

เมืองไทยมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างหนัง ตอนนี้กรุงเทพฯ เป็นสถานที่สมบูรณ์แบบที่จะดึงดูดการสร้างหนังระดับโลกเข้ามาได้ เรามีพื้นที่ มีศิลปินที่เก่ง หรือ สิ่งทอ แฟชั่น ดีไซน์ ตรงนี้รุ่งแน่เพราะเราสามารถดึงวัฒนธรรมต่างๆเข้ามาผนวกเป็นแฟชั่นดีไซน์ ซึ่งมันขายง่าย ถัดมาคือ จิวเวอรี่ สามารถดีไซน์ออกมาได้ แต่วัตถุดิบรัฐคงต้องช่วยในเรื่องภาษีด้วย

นอกจากนี้ ควรมองไปถึงศูนย์ศิลปาชีพนานาชาติ ปัจจุบันเรามีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่พัฒนางานหัตถกรรมของไทยให้มีศักยภาพ สิ่งที่น่าแปลกคือ รูปแบบงานหัตถกรรมไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เรามีฝีมือ แต่ขาดคนที่จะไปมองเทรนด์ข้างหน้าว่าตลาดต้องการอย่างไร ขณะที่การท่องเที่ยว ควรจะขายศิลปวัฒนธรรมเข้าไปให้มากกว่านี้ ไม่ใช่มีแค่เพียง แสงแดด ทะเล ชายหาด

สำหรับอีกขาหนึ่งคือ การสร้างแบรนด์ของประเทศ หรือ Nationnal Brand เช่น ถ้ากล่าวถึง อิตาลี คนก็จะนึกถึงแฟชั่น หรือ ญี่ปุ่น ทุกคนก็จะรู้ว่าเป็นเอนิเมชัน การ์ตูน หรือ เทคโนโลยีขั้นสูง นี่คือแบรนด์ของประเทศ หรือ Competitive Identity สิ่งที่น่าตกใจคือ จากการวิจัยของต่างประเทศที่ผ่านมา Nationnal Brand ของเมืองไทยไม่ได้ติดอันดับอะไรเลย น่าแปลกมาก

สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า เรามีความหลากหลายมากก็เป็นได้ มีตั้งแต่ภูเขา ทะเล เมือง ศิลปวัฒนธรรม แต่จะแยกกันไป ไม่มีอะไรเด่นขึ้นมา ดังนั้นถ้าจะขายไทยแลนด์แบรนด์จะต้องโฟกัส ต้องเอาของดีมาใส่กล่องแล้วห่อใหม่ เช่น Creative Bangkok มีจุดเด่นอะไรบ้าง อาทิ ดิจิตอลคอนเทนต์ ภาพยนตร์ มีแฟชั่นดีไซน์ แล้วนำมาผูกโบว์ กล่องที่สองผูกโบว์ใหม่ คือ วัฒนธรรมที่สั่งสมมาเป็นมรดกโลก โชว์ อยุธยา โชว์สุโขทัย

ทำให้เกิดการ Mix and Match ใครชำนาญอะไร ก็โชว์อันนั้น จะสร้างเป็น Creative Hub หรือ Creative City ที่มีความโดดเด่นต่างกัน แล้วเราก็ผูกโบว์กล่องใหม่ยื่นไปให้ จะเห็นความชัดเจนมากขึ้น สามารถสื่อสารกับคนภายนอกได้ความเข้าใจมากขึ้น

นี่คือสิ่งเราต้องการเสนอและผลักดันออกไป

ตารางประกอบ

  • (Policy) นโยบายภาครัฐ
  • (Governmental Platform) การวางแผนสนับสนุนตามแนวนโยบายรัฐบาล
  • (Social Network and Infrastructure) การสร้างเครือข่ายทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่เอื้ออำนวย
  • (Education System) ระบบการศึกษา (Creative Individual) แนวคิดและพัฒนาที่ต่างกัน

ที่มา : CERI: Creative Economy Research Initiative (www.ceri.in.th)

เพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ

Microsoft Dynamics AX

Microsoft Dynamics NAV

ค้นพบและบริหารลูกค้า

Microsoft Dynamics CRM

SQL Server 2008

โครงสร้างพื้นฐาน

Windows Small Business Server 2008 R2

Windows Server 2008 R2 Foundation

Microsoft Exchange Server 2010

Visual Studio Team System/Visual Studio 2008

Windows Server 2008

ประหยัดเวลาและช่วยจัดระบบ

Windows 7 Professional

Windows 7 Enterprise

Office Enterprise 2007

Office Professional 2007

Office Professional Plus 2007

Office Small Business 2007

Windows Mobile

Exchange Server 2007

ลดต้นทุนและความเสี่ยงทาง IT

System Center