ผ่านครึ่งทางปี 2552 ตลาดหุ้นไทย สะท้อนภาพ 'ขาขึ้น' และผ่านจุดตกต่ำ 'Zero Base' ไปแล้ว แต่ภาพรวมถือว่า ยังขาดความน่าสนใจ เพราะไม่ได้เป็นกระแสหลักของการลงทุน ในสายตานักลงทุนต่างชาติ เพียงแต่ถูกจัดให้อยู่ในพอร์ตลงทุนระดับภูมิภาค แม้สถานะตลาดหุ้นไทย ที่วิ่ง 'รั้งท้าย' ตลาดหุ้นเอเชีย แต่ก็ดันมาร์เก็ต แคป โตมากถึง 196 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเจาะลงดูเนื้อใน ก็จะพบว่า อัตราเติบโตยอดขายรวมเท่ากับ 1,352,767 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 24 ขณะที่มีกำไรสุทธิรวม 80,278 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 48 อย่างไรก็ดี ภายใต้ 'มรสุม' ลูกใหญ่ที่ถล่มตลาดหุ้นไทย "Business.Com" ค้นพบบริษัท ที่เป็น 'ม้ามืด' หลายแห่ง หลังโชว์อัตราเติบโตกำไรสุทธิ (Growth Net Profit) และยอดขาย (Revenue) สูงสุด ประจำไตรมาส 1 ปี 2552 เข้าป้ายแซงรายใหญ่หลายราย ขณะเดียวกันบางบริษัท ถูกจัดอันดับลดลง หลังโชว์ผลงานไม่เข้าเป้า TC แรงเหนือ TUF เทียบกันไม่ติดสำหรับ TC หรือบริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับไทยยูเนี่ยน โฟเซ่น โปรดักส์ (TUF) คู่แข่งในตลาดส่งออกปลาทูน่า และอาหารแช่แข็งของ เมืองไทย ฝ่ายแรก ยอดขายแค่ระดับ 800 กว่าล้านบาท อีกฝ่ายเกินระดับ 30,000 ล้านบาท เรียกว่า งานนี้ TC ล้มยักษ์อย่าง TUF ได้สำเร็จ ... แต่อย่าเพิ่งกาชื่อ TUF ออกไป เพราะหากวัดอัตราเติบโตกำไรสุทธิสูงสุด (Growth Net Profit) แม้ TC มีศักยภาพเหนือกว่า พลิกทำผลงานดีเกินคาดในไตรมาสแรกปีนี้ พลิกจากขาดทุนกำไรปีที่แล้ว 2 ล้านบาท มาสู่กำไรสูงถึง 50 ล้านบาท โชว์ผลงานเปลี่ยนแปลงอัตราทำกำไรสุทธิสูงสุด มากถึง 2,938 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ TUF สร้างผลงานทำกำไรสุทธิ เพียง 13 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โอกาสธุรกิจ บนสมรภูมิธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็ง และปลาทูน่ากระป๋อง เรียกว่า ยังเปิดกว้างเสมอ แม้ TUF จะพลาดพลั้งในไตรมาสแรก แต่ก็มีโอกาสแก้มือได้ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ยิ่ง TUF ของธีรพงศ์ จันศิริ คู่แข่งจากทั่วโลกรู้ดีว่า รายใหญ่รายนี้ไม่ธรรมดา เป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารทะเลกระป๋องใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และวางเป้าหมายเติบใหญ่แบบก้าวกระโดด ตั้งรายได้ไว้ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6 หมื่นล้านบาท เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ฝันของธีรพงศ์ ก็ยังเดินไม่ถึงฝั่ง ยิ่งกลายเป็นแรงบีบให้เขาต้อง สานฝันให้สำเร็จให้เร็วที่สุด หนึ่งในกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ TC และ TUF เพื่อบรรลุเป้าหมายยอดขายเติบโต ก็คือ การซื้อกิจการอาหารทะเลของบริษัทอื่นๆ เพื่อช่วยเสริมธุรกิจในปัจจุบันให้มีความครบวงจรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ขยายช่องทางขายในตลาดใหม่ๆ เพื่อเปิดช่องให้เงินไหลเข้าบริษัทมากที่สุด โดย TC วางเป้าหมายลูกค้าหลักในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่มูฟเมนต์ที่สำคัญสุด คงหนีไม่พ้นแผนเปิดตลาดสู่กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ จุดนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ TC ได้เปรียบ แต่อย่าลืมว่า TUF คือรายใหญ่ และแสดงท่าที ที่ชัดเจนว่า ต้องการหาพันธมิตรในการเปิดตลาดใหม่ๆ ต่างจาก TC ที่ใช้นายหน้า หรือ โบรกเกอร์ท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เข้าหาช่องทางการขาย ซึ่งท้ายที่สุด ยอดขายที่ผ่านนายหน้าท้องถิ่น หรือจะสู่พันธมิตรท้องถิ่น ที่มีเครือข่ายมากกว่า และในปีนี้ ทั้ง TC และ TUF จะยังคงติดตามสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อีกทั้งต้นทุนน้ำมัน ที่จ่อคิวทะยานขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์จากบล.ทิสโก้ ชี้ว่า ทั้ง TC และ TUF จะต้องบริหารต้นทุน และวางกยุทธ์การตลาดให้รัดกุมในยามเศรษฐกิจขาลง ที่กำลังคำสั่งซื้อสินค้า ที่คาดว่าจะลดลง ... เพราะอย่างน้อย หากไม่มีการวางแผนที่รัดกุม เชื่อว่า สิ้นปีนี้ ตำแหน่ง 'แชมป์' กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม อาจมีเปลี่ยนมือ !!! 
A Space พลิกชะตา 'อารียา' แค่ชั่วคราว อีกหนึ่งกรณีศึกษาสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย เมื่อ อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แซงหน้ารายใหญ่อย่างบมจ.พฤกษา (PS) หรือบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) และอีกหลายแห่งในแง่องค์กรที่มียอดขายสูงสุด (Growth Revenue) ประจำไตรมาส 1 ปี 2552 ทั้งที่ขนาดเล็กกว่าหลายเท่า เปรียบเทียบยอดขายไม่ถึง 800 ล้านบาท กับ 20,000 ล้านบาท กับสองยักษ์ใหญ่ อสังหาริมทรัพย์เมืองไทย สัดส่วนต่างถึง 25 เท่า เกิดอะไรขึ้นกับอารียา (A) ในปีนี้ ที่พลิกชะตารายได้จาก 66 ล้านบาท ไต่สู่ยอดเขาระดับ 700 ล้านบาท เพียงแค่เวลาไม่ถึงปี ต้องบอกว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ อารียา เป็นการเก็บกินบุญเก่า เนื่องจากรายได้รวมส่วนใหญ่ เกิดจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ และรับรู้รายได้ของคอนโดมิเนียมจากโครงการ เอ สเปซ อโศก ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้เดือนกุมภาพันธ์ 2552 โดยมียอดขายที่รอรับรู้รายได้อีก 3,000 กว่าล้านบาท และมีทาวน์เฮ้าส์จากโครงการเดอะคัลเลอร์-เกษตร เฟส 2 ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้ในเดือน มีนาคม 2552 นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่างๆ เป็นแรงหนุนให้อารียา เติบโตมากถึง 942 เปอร์เซ็นต์ อาทิ โครงการเดอะคัลเลอร์-เกษตร เฟส 1, โครงการเดอะคัลเลอร์-ติวานนท์, โครงการอารียาโมวา เกษตรและโครงการแอทโฮม ความสำเร็จของคอนโดมิเนียม "เอ สเปซ" (a space) กลายเป็น "เดิมพัน" อนาคตสำคัญที่มาพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ อารียา พรอพเพอร์ตี้ เห็นโอกาสเติบโต (ซะที) ซึ่งก่อนหน้านี้ "วิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี" นายใหญ่ อารียา แสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า โครงการนี้จะพลิกชะตาของอารียา ให้คืนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากติดตามความเคลื่อนไหวของอารียา ก็จะพบข้อเท็จจริงที่ว่า หากโครงการที่ติดเส้นทางรถไฟฟ้า รับรู้รายได้แล้ว อนาคตต่อไปอารียาจะเดินแผนรุกต่อจากนี้อย่างไร เพราะหากโฟกัสลงไปลึกๆ อารียา มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ขยายไลน์สู่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแทน หลังเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอดีต ซึ่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กิมเอ็ง เล่าให้ฟังว่า หากเกิดการเปลี่ยนแนวบริหารองค์กร จากนักขาย ไปสู่มือปืนรับจ้าง หรือรับจ้างรัก่อสร้างแทน แน่นอนว่า รายได้ที่จะเข้ามา ย่อมน้อยกว่า 'ทำเอง ขายเอง' จุดนี้ก็เป็นเรื่องเข้าใจว่า บริษัทฯ อาจมีเงินสดไม่มากพอที่จะลงทุนโครงการในอนาคต ยิ่งในยุคเศรษฐกิจขาลง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสิน และโครงการต่างๆ ในเครือที่อาจยังขายไม่หมด อาจทำให้อารียา ต้องเผชิญความยากลำบากในช่วงต่อจากนี้ เป็นต้นไป เสือ ย่อมเป็นเสือ ไม่มีวันทิ้งลายเป็นแน่แท้ ยิ่งคนอย่างวิศิษฏ์ ที่เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต จึงไม่แปลกที่เขาจะโฟกัส งานภาครัฐเข้ามาต่อยอดธุรกิจ โดยหาทางสร้างรายได้จากธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง ผ่านบริษัท วัน อัพ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ที่เปิดดำเนินงานมาแล้ว 1 ปี ซึ่งวัน อัพ ทำหน้าที่ก่อสร้างโครงการให้กับอารียา มาแล้ว 5 โครงการ มูลค่า 527 ล้านบาท เช่น โครงการเอ สเปซ อโศก-ดินแดง ,โครงการเอ สเปซ อ่อนนุช ,โครงการอารียา โมวาและโครงการเดอะคัลเลอร์ และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง อีก 6 โครงการมูลค่า 1,474 ล้านบาท อีกทั้งในอนาคตจะรับงานเพิ่มอีก 6 โครงการ มูลค่า 1,882 ล้านบาท นับเป็นภาพความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่คนคุมเกมอย่าง 'วิศิษฏ์' ก็มิอาจหลบเลี่ยง เพราะอย่างน้อยโครงการ A Space ก็ได้สร้าง Story บทใหม่ กับตำแหน่ง 'แชมป์' ยอดขายสูงสุดไตรมาส แรกปี'52
|