Owens & Minor: ยกระดับระบบไอทีให้ทันสมัยโดยไม่ง้อเงินลงทุน

บริษัท Owens & Minor, Inc. ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย เป็นบริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และการผ่าตัด รวมทั้งบริหารจัดการโซ่อุปทาน (หรือซัพพลายเชน) ด้านการสาธารณสุข บริษัทนี้มีความต้องการที่จะยกระดับแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจไปสู่แพลตฟอร์มที่คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น จึงได้ทำการย้ายโค้ดที่เขียนขึ้นเองไปที่สภาพแวดล้อมระบบ Windows Server 2008 จากการย้ายแอพพลิเคชั่นเมนเฟรมเช่น ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กรหรือ ERP ไปทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008, ซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูล Microsoft SQL Server 2008 และฮาร์ดเเวร์ที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์นั้น ส่งผลให้บริษัทมีการสร้างแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่คุ้มค่าต้นทุนมากยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก่อให้เกิดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เราได้พูดคุยกับ ริค เมียรส์ รองประธานอาวุโสและ CIO แห่งบริษัท Owens & Minor เพื่อสอบถามว่าสภาพแวดล้อมไอทีที่มีการปรับปรุงนั้นได้เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับบริษัทอย่างไรบ้าง
การยกระดับแอพพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มให้ทันสมัยช่วยให้องค์กรสร้างวิธีการปฏิบัติงานด้านไอทีที่คล่องตัวขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้อย่างไร
เมียรส์: เหตุผลหลักเลยก็คือ เมื่อคุณสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าเก่าไปพร้อมกับการบุกตลาดใหม่นั้น หากคุณยังคงพยายามจะใช้เทคโนโลยีเก่าๆ เดิมๆ สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่แล้วละก็ นั่นเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ไม่ได้เลย ในทางกลับกัน การติดตั้งระบบใหม่ทุกครั้งที่มีธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาก็เป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยเช่นกัน
บริษัทของคุณใช้ประโยชน์จากการยกระดับแอพพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัยได้อย่างไร
เมียรส์: บริษัทเราก็ไม่ได้แตกต่างจากบริษัทจำนวนมากที่ต้องการสร้างธุรกิจและบริการใหม่ๆ ที่ทันต่อกระแสโลกปัจจุบันเพื่อต่อยอดการสนับสนุนลูกค้าของเรา และเราก็ต้องการให้เทคโนโลยีที่เราใช้มาช่วยรองรับความพยายามที่ว่านี้ กลยุทธ์ที่เราใช้เพื่อยกระดับระบบไอทีให้ทันสมัยขึ้นนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อพัฒนาวิธีการทำงานของเราในอดีต แต่ยังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเราให้อยู่เหนือตลาดในปัจจุบันด้วย และในการทำเช่นนั้น ขณะที่เราพัฒนาระบบของเรา เราต้องเเน่ใจด้วยว่าเราไม่ใช่สักแต่จะปรับใช้ระบบเก็บฐานข้อมูลใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เราตั้งเป้าเพื่อที่จะปรับปรุงและพัฒนาชุดขีดความสามารถเพื่อรองรับทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น ปัจจัยหนึ่งที่เราเน้นย้ำก็คือการจัดการข้อมูลหลัก (Master Data) เราดูธุรกิจในปัจจุบันของเราทั้งหมดประกอบกับธุรกิจใหม่ๆ ที่เรากำลังจะก้าวเข้าไปทำ และเราก็ตั้งเป้าว่าเราจะต้องมีข้อมูลที่มีความสอดคล้องกันทั้งในส่วนลูกค้า ผลิตภัณฑ์ ซัพพลายเออร์ การตั้งราคา และแม้แต่กระทั่งพนักงานของเรา นั่นเป็น 5 ปัจจัยหลักที่เราต้องการให้ข้อมูลมีความสอดคล้องกัน ไม่ใช่ข้อมูลที่มีการเก็บแยกกันไปทั่วในบริษัท ซึ่งนั่นทำให้เมื่อเราเรียกดูปัจจัยต่างๆ ข้อมูลทั้งหมดจะมีความสอดคล้องกัน และเรารู้สึกว่านั่นล่ะคือหัวใจหลักของเราในฐานะที่เป็นกลุ่มคนเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่ธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญคือ การมีฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลแยกกัน เช่น ข้อมูลเฉพาะกระบวนการธุรกิจ หรือเฉพาะหน่วยธุรกิจ หรือเฉพาะแต่ละแผนก การจัดการข้อมูลหลักของเราช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ว่านั้นได้
เราลงทุนอย่างมหาศาลในการสร้างระบบอีคอมเมิร์ซ สร้างเว็บพอร์ทัลสำหรับลูกค้าและซัพพลายเออร์ของเรา เพื่อทำให้เกิดการประสานระบบกันแบบหยั่งรากลึกและเพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ในการมองเห็นโซ่อุปทานให้ชัดเจน การมองเห็นโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นสุดจนถึงปลายสุดเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมไอทีเป็นแพลตฟอร์ม Windows Server ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับความพยายามที่ว่านี้จริงๆ
แล้วผลประโยชน์อย่างอื่นที่คุณเห็นจากการพยายามที่จะยกระดับไอทีให้ทันสมัยขึ้นมีอะไรบ้าง เช่น ความคุ้มค่าการลงทุน เป็นต้น
เมียรส์: สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมากในเรื่องวิธีการที่เราใช้ก็คือ ทำให้เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แน่ละในตอนต้นก็ต้องมีการลงทุนแรกเริ่ม แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของเราไม่เพิ่มขึ้นเลย ที่เราทำเช่นนั้นได้ ก็เพราะจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เราประหยัดได้นั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมระบบใหม่นั่นเอง เราสามารถประหยัดเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยการย้ายระบบ ERP ลูกค้าออกจากแพลตฟอร์มเมนเฟรม แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ของ Microsoft นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าเดิมเยอะมาก
นอกจากนี้ เรายังลดเวลาที่ใช้สำหรับการเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอีกด้วย ตอนนี้เราสามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ได้ภายในสามเดือน แทนที่จะใช้เวลาทั้งปี
แล้ว CIO ได้รับการสนับสนุนในเรื่องการยกระดับระบบไอทีให้ทันสมัยขึ้นนี้ จากผู้บริหารอาวุโสอย่าง CEO หรือ CFO ได้อย่างไร
เมียรส์: ผมคิดว่า กุญแจสำคัญอย่างหนึ่งเลยก็คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสำหรับไอทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะน้อยลงอย่างมาก ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งจากแนวทางที่เราใช้ก็คือ การย้ายระบบในครั้งนี้ทำให้เราหลุดพ้นจากแพลตฟอร์มที่มีต้นทุนจากการเป็นเจ้าของเองสูง ไปสู่แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่มีต้นทุนน้อยลง ต้นทุนสำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องจะไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เรายังต้องสร้างความหลากหลายและสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ พร้อมกับการก้าวเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคใหม่ๆ ด้วย และหากเเพลตฟอร์มเทคโนโลยีของเรารองรับความจำเป็นในการเร่งออกสู่ตลาดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแล้วละก็ ก็นับว่าเป็นวิธีการค่อนข้างเยี่ยมยอดแล้วล่ะ เราได้แสดงแผนธุรกิจที่ใช้ในการดำเนินการนี้แล้ว เป็นโชคดีของเราที่ทีมผู้บริหารเข้าใจถึงคุณค่าของเทคโนโลยี และไม่ได้เพียงต้องการให้ต้นทุนในการดำเนินการลดลงเพื่อเพิ่มรายได้แต่อย่างเดียว เราเข้าใจว่าไอทีมีส่วนสำคัญมากในการที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ต่อไป
แล้วการยกระดับให้ทันสมัยขึ้นนั้นช่วยให้ไอทีกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้บริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไหม
เมียรส์: ไอทีทำให้เราสามารถคิดค้นนวัตกรรมการบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เราเชื่อว่าจะพัฒนาให้บริษัทของเราดีขึ้น และสามารถให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดของเราให้เป็นจริงขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และในแบบที่คุ้มค่าต้นทุนมากขึ้นด้วย