การเดินทางสู่ไอทีสมัยใหม่

ทีมผู้นำใน Microsoft IT คอยไตร่ตรองว่าเรากำลังทำอะไรและใช้วิธีไหนในการทำงานไอที เช่นเดียวกับผู้นำและพนักงานในแผนกไอทีส่วนใหญ่ การคอยหาจุดบกพร่องของตัวเอง การมีความรับผิดชอบ และความเต็มใจที่จะรับมือกับความท้าทายใหญ่ๆ ด้วยความกระตือรือร้นและความซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติที่หล่อหลอมฝังลึกอยู่ในตัวเราและบริษัทของเรา
ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนวิธีการที่เราทำงานไอที โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ CIO โทนี่ สก็อตต์กำหนดไว้ให้กับองค์กรของเรา นั่นคือ เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เอาใจลูกค้า และเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการ การเปลี่ยนแปลงที่ว่ายังสอดคล้องกับความต้องการของบริษัทอีกด้วย ขณะที่ Microsoft ต้องเผชิญกับคู่แข่งทั้งภาคธุรกิจและภาคผู้บริโภคไปพร้อมๆ กับการเสาะหาลูกค้าใหม่นับพันล้านคน บริษัทยังจำเป็นต้องตอบสนองอย่างกระตือรือร้นต่อสภาวะการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วให้ได้ เหตุผลนี้จึงนำไปสู่การคิดค้นกลยุทธ์ธุรกิจและรูปแบบใหม่ รวมทั้งการดำเนินการสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างคล่องตัวกว่าแต่ก่อน ตัวอย่างโครงการใหม่อย่างหนึ่งก็คือการเปิด ร้านค้าปลีก Microsoft ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา และ การวางแผนที่จะขยาย ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า
Microsoft IT กำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นการเดินทางก้าวสู่ระบบไอทีแบบสมัยใหม่ ซึ่งมีกลยุทธ์ มีนวัตกรรมเกิดใหม่ และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น จุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้คือการสร้างองค์กรในแบบเรียลไทม์ และเราได้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการทางธุรกิจและผู้บริโภคเพื่อทำให้การเดินทางนี้จบลงอย่างสมบูรณ์ ผมขอขยายความในแต่ละประเด็น
ในแง่ของกระบวนการทางธุรกิจ จะมีการเปลี่ยนแปลงสามประการด้วยกัน ประการแรก เราจะแยกกระบวนการทางธุรกิจออกจากเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในกระบวนการธุรกิจนี้ ประการที่สอง เราจะสร้างและจัดการแอพพลิเคชั่นแบบรวมที่มุ่งเน้นกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดความสามารถทางธุรกิจที่สร้างความแตกต่างสูงไปพร้อมๆ กับลดการซ้ำซ้อน ประการที่สาม เราจะตั้งเป้าไปที่ความพยายามขององค์กรไอที โดยมุ่งเน้นที่กิจกรรมที่จะช่วยสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่สูงและสร้างความแตกต่างในเชิงกลยุทธ์จากคู่แข่ง
ในแง่ของผู้บริโภค จะมีการเปลี่ยนแปลงสามประการด้วยกัน ประการแรก เราจะมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมให้พนักงานตั้งแต่นาทีแรกที่พวกเขาเดินเข้ามาในบริษัทด้วยเครื่องมือที่เพิ่มผลิตผลการทำงาน เครื่องมือที่ช่วยในการทำงานร่วมกัน และการวิเคราะห์ ประการที่สอง เราจะดำเนินการเพื่อให้พนักงานและผู้ที่ถือผลประโยชน์ร่วมสามารถติดต่อถึงกันได้ไม่ว่าจะผ่านทางระบบใช้สาย อุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือเครือข่ายสังคมก็ตาม ประการที่สาม เราจะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมในทุกๆ ส่วน โดยเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นๆ นำเสนอและมีส่วนร่วมในการสร้างโซลูชันไอที เช่น App Store และเครื่องมือเครือข่ายสังคมต่างๆ เราทำเช่นนี้ เนื่องจากขณะนี้เรารับพนักงานที่เติบโตมาในยุคดิจิตอลมากขึ้นเมื่อเทียบกับห้าปีก่อน เทรนด์นี้จะยังคงมีอยู่เรื่อยๆ และจะสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีไอทีสำหรับผู้บริโภค กล่าวคือ เมื่ออยู่ที่บ้าน ผู้ใช้ต้องการใช้งานสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่เต็มที่เหมือนกับที่พวกเขาได้ใช้ในโลกธุรกิจ
การจะสรุปเรื่องการเปลี่ยนแปลงในด้านไอทีอาจทำได้โดย ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถให้แก่ผู้ใช้โดยถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบขององค์กร ซึ่งไอทีในองค์กรนั้นมักจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือควบคุมและห้ามสิ่งต่างๆ การที่จะสร้างความสมดุลที่เหมาะสมพร้อมทั้งลดความเสี่ยงและเพิ่มผลประโยชน์สูงสุดนั้น อาจหมายถึงการรับเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคบางอย่างเข้ามาใช้สถานที่ทำงาน หรือการเสนอทางเลือกให้แก่องค์กร ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้ใช้และผู้ควมคุมกฎพึงพอใจทั้งคู่
สิ่งที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสมดุลนั้นก็คือนวัตกรรมนั่นเอง วิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเช่นเรา รับรู้ สร้าง ปรับใช้ และจัดการโปรเจคไอทีต่างๆ นั้นต้องอาศัยนวัตกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ นวัตกรรมมีความสำคัญกับพนักงานแต่ละคน แผนก และบริษัทอย่างยิ่ง เพราะช่วยคงพนักงานไว้ ช่วยกระตุ้นทีม และช่วยทำให้บริษัทมีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน Microsoft IT อย่างหนึ่งคือ เราได้นำเครื่องมือและโปรแกรมมาใช้เพื่อสร้างและเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดโปรเจคใหม่ๆ โปรเจคเหล่านี้มีตั้งแต่การนำข้อมูลมาสร้างเป็นภาพไปจนถึงการรวบรวมและการรายงานข้อมูลในเชิง 3 มิติ เรายังเป็นผู้สนับสนุนให้มี "Microsoft IT Garage" ที่ซึ่งเราผลักดันและเปิดโอกาสให้ Microsoft IT ทั้งหมดได้ร่วมทดลองคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดในแบบล้ำยุคและโซลูชันใหม่ๆ
เราพบว่าการเดินทางสู่ไอทีแบบสมัยใหม่นั้นมีผลกระทบต่อไอทีและธุรกิจในแง่บวก ผมจะขอเล่าผลลัพธ์ที่ได้จากโปรเเกรมนำร่องที่มีระยะเวลาการดำเนินงานหนึ่งปีสักสองถึงสามตัวอย่าง โปรแกรมนำร่องนี้เราได้ทดลองทำกับธุรกิจด้านลิขสิทธิ์ของเรา ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft โปรแกรมนำร่องที่ว่าเป็นตัวแบบโครงสร้างที่เราใช้ในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรแบบเรียลไทม์ ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างแอพพลิเคชั่นนั้นลดลงถึงร้อยละ 25 ในขณะที่วงจรการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใช้เวลาลดลงไปถึงร้อยละ 60 ในขณะเดียวกัน คะแนนความพึงพอใจของคู่ค้าทางธุรกิจของเรากลับเพิ่มสูงขึ้น 44 คะแนน ส่วนคู่ค้าตัวแทนจำหน่ายมีคะแนนความพอใจเพิ่มขึ้น 83 คะแนน การประสบความสำเร็จของโปรแกรมนำร่องนี้ ถือเป็นเหตุผลที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ที่เรากำลังขับเคลื่อนให้เกิดใน Microsoft IT ปัจจุบัน
ผมเชื่อว่าองค์กรด้านไอทีในยุคใหม่นี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และไอทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นผู้นำในธุรกิจมากขึ้นนับต่อจากนี้ หากคุณสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ให้ทิ้งคำถามไว้ที่นี่ หรือคุณสามารถติดต่อกับทีมงานบัญชี Microsoft ของคุณเพื่อนัดหมายการนำเสนอก็ได้
บ็อบ เเอนเดอร์สัน