คุณอาจรู้สึกสนุกสนานและสะดวกสบายกับการเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าออนไลน์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี
ซึ่งให้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด (บางครั้งก็ดูสนุกสนานหรือสะดวกสบายจนเกินไป!)
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเลือกซื้อสินค้า คุณอาจกังวลว่าคุณจะไม่ได้รับสินค้าที่คุณได้ชำระค่าสินค้าไปแล้ว
โจรอาจขโมยหมายเลขบัตรเครดิตของคุณ หรือการใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณร่วมกันโดยที่คุณไม่ทราบ
หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์อื่นๆ ที่เลวร้ายกว่านั้น รวมถึงอันตรายที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เช่น การดาวน์โหลดสปายแวร์ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโกงหรือหลอกลวง
และสร้างความพึงพอใจให้กับการเลือกซื้อสินค้าของคุณ
เคล็ดลับ: เริ่มต้นการเลือกซื้อสินค้าวันนี้ ถ้าคุณไม่เคยเลือกซื้อสินค้าออนไลน์มาก่อน
คุณอาจไม่ทราบว่าคุณควรเริ่มต้นจากที่ใด พอร์ทัลเพจ เช่น shopping.msn.com
เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ เนื่องจากมีเพจต่างๆ สำหรับการเลือกซื้อสินค้าโดยเฉพาะ
เพจเหล่านี้จะเรียงลำดับร้านค้าและสินค้าตามประเภทตั้งแต่เครื่องแต่งกายไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อให้คุณสามารถค้นหาสิ่งที่คุณต้องการซื้อได้ง่าย |
| |
คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังซื้อสินค้าจากธุรกิจที่คุณสามารถให้ความไว้วางใจในเรื่องการส่งสินค้า
ถ้าคุณไม่ได้รู้จักบริการออนไลน์จากชื่อเสียงของธุรกิจ แบรนด์หรือร้านค้าที่คุณให้ความเชื่อถือ
คุณควรศึกษาข้อมูลต่อไปนี้ก่อน
- ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน ค้นหาที่อยู่ (ไม่ใช่ตู้จดหมาย!) ขอรับแคตตาล็อกทางจดหมาย
หรือติดต่อและพูดคุยกับพนักงานของบริษัท
- ค้นหาเครื่องหมายรับรองของบริษัทอื่นในเว็บไซต์ เช่น
- บริษัทสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองในเว็บไซต์ หากรักษามาตรฐานบางอย่างได้
เช่น วิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อมีการร้องเรียนหรือข้อขัดแย้ง รวมถึงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
(เมื่อคุณคลิกที่โลโก้ การเชื่อมโยงนั้นควรจะนำคุณไปยังเว็บไซต์ที่ถูกต้อง)
ถ้าคุณไม่พบเครื่องหมายรับรองเหล่านี้ในเว็บไซต์ ให้ลองหาในนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
หรือ "ข้อตกลงและเงื่อนไข" ซึ่งน่าจะมีการแสดงไว้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์
- ค้นหาข้อคิดเห็นของลูกค้ารายอื่นๆ เกี่ยวกับร้านค้าออนไลน์นั้นในเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเปรียบเทียบต่างๆ
เช่น www.epinions.com
หรือ www.bizrate.com
เว็บไซต์เหล่านี้จะนำการประเมินผลของลูกค้ามาแสดงในรูปแบบต่างๆ โดยอาจแสดงด้วยใบหน้ายิ้ม
หรือรูปดาวจำนวนหนึ่ง
|
| |
ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์จะดำเนินธุรกิจในการจำหน่ายสินค้าให้กับคุณ
แต่มีบางรายที่ทำธุรกิจในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ พฤติกรรมในการเรียกดูข้อมูลและเลือกซื้อสินค้าของคุณ
เหตุผลหนึ่งคือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการเลือกซื้อสินค้าของคุณ และอีกเหตุผลหนึ่งคือเพื่อการจำหน่ายสินค้าให้กับคุณได้มากขึ้น
คำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยสร้างความพึงพอใจในระดับที่เหมาะกับความต้องการของคุณได้
ข้อมูลใดบ้างที่ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ต้องการ
ข้อมูลที่ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์รวบรวมประกอบด้วย หมายเลขบัตรเครดิต ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์
รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่มีความสำคัญในการทำธุรกรรมต่างๆ ข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่าง
เช่น สินค้าที่คุณซื้อ ที่อยู่สำหรับการจัดส่ง ขนาดของเครื่องแต่งกาย รายการสินค้าที่คุณสนใจ
จะช่วยให้ผู้จำหน่ายสินค้าสามารถสร้างความประทับใจให้กับคุณได้ เมื่อคุณเลือกซื้อสินค้าในครั้งถัดไป
หรือช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับคุณโดยไม่ต้องพิมพ์รายการนั้นซ้ำอีกครั้ง
ในท้ายที่สุด ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งเสนอที่จะส่งข้อเสนอพิเศษหรือจดหมายแจ้งเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการจากบริษัทอื่นๆ
ให้กับคุณ นั่นหมายถึงการใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือการขายข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย
ชื่อ อีเมลแอดเดรส หรือข้อมูลอื่นๆ ให้กับบริษัทต่างๆ (คุณไม่มีโอกาสได้อ่านนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทนั้นๆ)
เว็บไซต์บางแห่งจะสอบถามข้อมูลของคุณด้วยการแสดงแบบฟอร์มให้คุณกรอก หรือเสนอตัวเลือกโดยให้คุณทำเครื่องหมายที่ตัวเลือกต่างๆ
การเลือกในลักษณะนี้จะใช้ในการ 'เลือก' หรือ 'คัด' ข้อเสนอต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลโดยการใช้คุกกี้
ซึ่งทำงานอยู่หลังฉาก (ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณซื้อสินค้า คุณอาจยอมรับข้อเสนออื่นด้วยโดยที่คุณไม่รู้ตัว)
รวมทั้งการให้ของฟรีต่างๆ เช่น การทดลองใช้งานฟรี ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการส่งสปายแวร์เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์
ดังนั้นคุณจะสามารถช่วยปกป้องตนเองได้อย่างไร
คุณต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ ยกเว้นข้อมูลนั้นจำเป็นต้องใช้ในการทำธุรกรรม
และคุณจะต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์นั้นจะรับผิดชอบเกี่ยวกับการใช้และการให้ผู้อื่นใช้ข้อมูลของคุณร่วมกัน
|
| |
คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคลจะแจ้งให้คุณทราบถึงวิธีการและเหตุผลในการรวบรวมข้อมูล
รวมถึงแผนการใช้ข้อมูลนั้น โดยหลักการแล้ว จะจัดทำขึ้นโดยใช้ข้อความที่ชัดเจน
และบอกถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดแจ้ง เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย
คุณสามารถค้นหานโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล (หรือคำชี้แจง) ได้ที่ด้านล่างสุดของโฮมเพจ
(ถ้าไม่ปรากฎทุกเพจ) หรือในเว็บไซต์ "ข้อตกลงและเงื่อนไข" หรือ "ข้อตกลงในการใช้งาน"
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถคลิกเพื่ออ่าน คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคลของไมโครซอฟท์ได้ที่ด้านล่างสุดของเพจนี้
รวมทั้งทุกเพจในเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์
ตรวจสอบว่านโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้รายละเอียดในเรื่องต่อไปนี้
- ข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมในเว็บไซต์ และวิธีการป้องกันข้อมูล
- วิธีการที่คุณจะสามารถใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่ร้านค้าออนไลน์รวบรวมไว้
ผู้จำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงมักจะให้คุณสามารถแก้ไขหรือลบข้อมูลที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ในเว็บไซต์ที่คุณสามารถใช้ แอคเคาท์
Microsoft .NET Passport คุณสามารถใช้ข้อมูลนี้ออนไลน์ได้ (คุณต้องใช้รหัสผ่านในการใช้ข้อมูล)
- วิธีการที่จะให้ผู้จำหน่ายสินค้านั้นหยุดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ
- ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมให้เว็บไซต์ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ถ้าไม่มีการระบุถึงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว อาจไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบบริษัทในการปฏิบัติตามข้อตกลง
|
| |
| ก่อนที่คุณจะเปิดเผยข้อมูลใดๆ ให้ถามตัวคุณเองว่าเว็บไซต์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้นหรือไม่
ที่อยู่และหมายเลขบัตรเครดิตมักจะเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ (เฉพาะเพจที่มีการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น!)
แต่ควรให้ความระมัดระวังในการให้หมายเลขประกันสังคม นามสกุลเดิมของมารดา หมายเลขบัญชีธนาคาร
รวมทั้งข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ ถ้าคำถามรุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากจนเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้น
ถ้าผู้จำหน่ายสินค้าไม่ให้คุณเลือกซื้อสินค้า คุณสามารถซื้อสินค้าจากที่อื่นได้
|
| |
เมื่อคุณสร้างแอคเคาท์ หรือสรุปรายการซื้อสินค้า ให้ใช้แว่นขยายส่องดูเพื่อตรวจดูตัวเลือกต่างๆ
ที่เลือกไว้ เว็บไซต์บางแห่งจะถือสิทธิ์ในการใช้ข้อมูลของคุณร่วมกัน และทำเครื่องหมายในกล่องกาเครื่องหมายให้กับคุณ
แต่เว็บไซต์ที่มีความรับผิดชอบจะให้คุณเลือกที่จะไม่เข้าร่วมได้
เคล็ดลับ: คุกกี้คืออะไร คุกกี้คือส่วนที่สำคัญในการใช้เว็บ โดยเป็นไฟล์ข้อความขนาดเล็กที่เว็บไซต์สร้างขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ
ของคุณ โปรดอ่านรายละเอียดในหัวข้อ ช่วยป้องกันความเป็นส่วนตัวของคุณบนเว็บ
|
| |
โดยปกติ คุณมักต้องการความมั่นใจว่าจะไม่มีใครขโมยหมายเลขบัตรเครดิต
หรือข้อมูลเฉพาะตัวของคุณ เมื่อคุณเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ ตรวจสอบว่าคุณกำลังซื้อสินค้าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์
(เซิร์ฟเวอร์) ที่มีการรักษาความปลอดภัย และคุณใช้เบราว์เซอร์ที่สนับสนุนการเข้ารหัสข้อมูลแบบ
128 บิต ซึ่งเป็นการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนามากที่สุดในปัจจุบัน การเข้ารหัสจะแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ
เช่น หมายเลขบัตรเครดิต เป็นรหัสลับ แล้วส่งขึ้นไปบนเว็บ ถ้าเว็บไซต์มีการใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย
ที่อยู่เว็บจะเริ่มต้นด้วย https และสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจขนาดเล็กที่ล็อคอยู่จะปรากฏอยู่ที่ด้านล่างขวาของหน้าจอ
(ดังที่แสดงไว้ด้านล่าง)

ไอคอนรูปกุญแจล็อคในเว็บไซต์ที่ปลอดภัย
โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของการเข้ารหัสข้อมูลแบบ 128 บิต ในหัวข้อ
Internet
Explorer ช่วยรักษาข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยได้อย่างไร |
| |
| ถ้าผู้จำหน่ายสินค้าให้คุณตั้งรหัสผ่าน ให้สร้างรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดาที่ผู้อื่นคาดไม่ถึง
ไม่ควรใช้วันเกิดของสามี หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อสุนัข ฯลฯ ให้สุ่มตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก
รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ประกอบกันจำนวน 6 ตัว หรือมากกว่านั้น (ยิ่งมากยิ่งดี!)
โดยใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละแอคเคาท์หรือไซต์ โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดา
และการเก็บรักษารหัสผ่านในหัวข้อ วิธีสร้างรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดา
|
| |
ตามคำยืนยันของ National Consumer's League หรือ econsumer.gov
บัตรเครดิตเป็นวิธีการชำระเงินที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีการจำกัดความรับผิดชอบของคุณในหลายประเทศ
และเนื่องจากไม่มีการถอนเงินออกจากบัญชีของคุณในทันที คุณจึงมีสิทธิ์เรียกเงินคืนได้ถ้าการเลือกซื้อสินค้าของคุณไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่มีการรักษาความปลอดภัย โอกาสที่หมายเลขบัตรเครดิตของคุณจะถูกขโมยก็จะน้อยลง
โปรดอ่านรายละเอียดในหัวข้อ วิธีการชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยที่สุด
ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต สมาร์ทการ์ด
หรือบริการชำระเงินอื่นๆ เช่น PayPal และ MSN Wallet |
| |
| การเลือกซื้อสินค้าด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวนั้น เว็บไซต์จะต้องเก็บข้อมูลบัตรเครดิต
ที่อยู่สำหรับการจัดส่งบิล และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ไว้ เมื่อคุณพร้อมที่จะชำระค่าสินค้า
คุณสามารถคลิกเมาส์เพียงครั้งเดียวเพื่อดำเนินการต่างๆ จนสิ้นสุดกระบวนการขายได้
ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดวกสบายจนไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าคุณใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้อื่น
หรือเลือกซื้อสินค้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ คุณควรออกจากระบบหลังจากที่คุณดำเนินการเสร็จในทันที
ไม่เช่นนั้น ในใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของคุณอาจมีรายการเครื่องเพชร
หรือโทรทัศน์ที่มีความคมชัดสูงของผู้อื่นอยู่ก็ได้ เคล็ดลับ: เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์
คุณสามารถกำหนดระดับความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ต่างๆ ที่คุณเข้าไปใช้งานอย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถกำหนดเว็บไซต์ที่น่าสงสัยให้อยู่ในโซนที่มีการจำกัดการใช้งาน
หลังจากนั้น Internet Explorer จะแจ้งให้คุณทราบก่อนที่คุณจะดำเนินการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และคำแนะนำการใช้งานในหัวข้อ การตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยใน
Internet Explorer 6 |
| |
ตรวจสอบนโยบายการรับคืนสินค้า
เนื่องจากคุณไม่สามารถเห็นสินค้าจริงก่อนที่คุณจะซื้อได้ ถ้าร้านค้าออนไลน์นั้นไม่มีนโยบายการรับคืนสินค้า
คุณควรเลือกซื้อสินค้าจากที่อื่น ถ้ามีนโยบายการรับคืนสินค้า คุณจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขการรับคืนสินค้าให้แน่ใจว่าบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งเมื่อมีการคืนสินค้า
ระมัดระวังค่าใช้จ่ายที่แฝงอยู่
ในกรณีที่คุณซื้อสินค้าจากต่างประเทศ คุณจะต้องตรวจสอบข้อห้ามในการขนส่งและค่าใช้จ่ายใน
'การจัดการ' กับรายการที่ไม่ตรงกัน ภาษีท้องถิ่น ภาษีศุลกากรและสรรพสามิต รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ที่อาจเกิดขึ้น
ตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน
การตรวจสอบนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าเป็นการลงทุนในระยะยาว เช่น การสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
พิมพ์สำเนาใบสั่งซื้อของคุณ
สำเนาใบสั่งซื้อของคุณที่มีหมายเลขหรือข้อความยืนยัน จะใช้เป็นใบเสร็จรับเงินได้
|
| |
| ขั้นแรกให้ปรึกษากับผู้จำหน่ายสินค้าเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
ถ้าการดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณได้ ให้ปรึกษาสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ของคุณ
หรือดำเนินการขั้นสุดท้ายโดยการยื่นคำร้องไปยัง U.S.
Federal Trade Commission หรือ Econsumer.gov
สำหรับการร้องเรียนต่างพื้นที่ |