ในทุกๆ ปีนั้น เราจะเห็นว่ามีการจัดอันดับ 10 อันดับแทบจะทุกๆ เรื่องในโลก ตั้งแต่การจัด 10 อันดับดาราที่แต่งตัวยอดแย่ที่สุดในการประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือ 10 อันดับวิธีการลดหุ่นก่อนฤดูใบไม้ผลิ หรือแม้กระทั่ง 10 อันดับวิธีที่จะแกล้งคนในออฟฟิศข้างๆ
ที่เว็บไซต์ Springboard Series เรามักจะมีคำแนะนำเรื่องเดิมๆ เรื่องเดียว ซึ่งก็เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผู้ดูแลเดสก์ทอปสามารถไปทดลองเล่นได้ จริงๆ เราก็อยากลองให้คำแนะนำด้านการลดน้ำหนักบ้างนะครับ แต่ผมว่า ผมคงให้คำแนะนำแต่ในเรื่องที่เราเก่งที่สุดแล้วดีกว่าครับ วันนี้ผมจะมาจัดอันดับข้อควรรู้ 10 ประการที่คนทำงานไอทีควรรู้เกี่ยวกับระบบ Windows 7 ให้ท่านผู้อ่านทราบครับ
ขณะนี้ระบบ Windows 7 ได้ปล่อยเวอร์ชั่นทดลองใช้งานออกมาแล้ว ผมแนะนำให้คุณลองดาวน์โหลดระบบนี้มาใช้กับเครื่องทดลอง แล้วดูว่ามันทำงานกับแอพพลิเคชั่นและเครื่องมือของคุณได้ดีไหม และเพื่อทำให้การทดสอบของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมอยากจะแนะนำฟังก์ชั่น 10 ฟังก์ชั่นหลักที่โดดเด่นมากของระบบปฏิบัติการตัวนี้ครับ
|
ต่อไปนี้คือสิ่งควรรู้ 10 ประการของระบบ Windows 7 |
1.การทำงานร่วมกันได้กับโปรแกรมอื่น
|
|
ระบบปฏิบัติการ Windows Vista จะเปลี่ยนระบบโครงสร้างของระบบคุณลงลึกไปจนถึงระดับเคอร์เนล (Kernel) เลยทีเดียว ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ระบบ Windows Vista นั้นมีความปลอดภัยมากกว่าระบบ Windows XP แต่อย่างไรก็ดี ถ้าคุณจะเลือกใช้ Windows Vista แล้วละก็ คุณก็ต้องปรับระบบของคุณใหม่จนเรียกว่าแทบจะยกเครื่องเลยทีเดียว เพื่อทำให้ระบบของคุณทำงานร่วมกับ Windows Vista ได้ ถึงแม้ว่าหลังจากที่ Windows Vista ได้ออก Service Pack 1 มาและตอนนี้ระบบทั่วๆ ไปก็สามารถทำงานร่วมกับ Windows Vista ได้แล้ว แต่การวางระบบ Windows Vista กับสภาพแวดล้อมของเดสก์ทอปนั้นก็เรียกได้ว่า ต้องยกเครื่องระบบใหม่กันเลยทีเดียว แถมยังต้องเหนื่อยทำงานล่วงเวลาหลายวันอีกต่างหาก
ระบบ Windows 7 นั้นสร้างขึ้นมาจากระบบโครงสร้างแบบเดียวกับ Windows Vista ดังนั้นโปรแกรมต่างๆ จะสามารถทำงานร่วมกันเมื่อข้ามระบบปฏิบัติการกันได้ ด้วยเหตุผลนี้เพียงเหตุผลเดียวก็จะทำให้การอัพเกรดเป็นระบบ Windows 7 นั้นง่ายกว่าการอัพเกรดจากระบบ Windows XP เป็นระบบ Windows Vista ถ้าองค์กรของคุณเหมือนกับองค์กรทั่วๆ ไป คือ ยังใช้ระบบงาน Windows XP อยู่ คุณก็ต้องอัพเดตโปรแกรมหลักๆ ของคุณ แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากระบบ Windows Vista ซึ่งมีทั้งโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้กับระบบ Windows 7 และโปรแกรม Shim ที่ได้รับการทดสอบมาอย่างดี ก็จะทำให้งานของคุณง่ายขึ้นมาก
|
2. การทำงานร่วมกันได้ของฮาร์ดแวร์และความต้องการต่างๆ
|
|
การลงระบบ Windows Vista มาใช้งานตั้งแต่ระบบออกใหม่ๆ นั้น นอกจากจะต้องอัพเกรดโปรแกรมอย่างมากแล้ว เราก็ต้องอัพเดตฮาร์ดแวร์ของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้เพราะ Windows Vista ต้องใช้หน่วยความจำขนาดใหญ่และระบบกราฟิกประสิทธิภาพสูง แต่ข้อดีก็คือ ระบบ Windows Vista นั้นจะมีระบบจัดการและระบบความปลอดภัยที่คุณหาไม่ได้ในระบบ Windows XP และเนื่องจากระบบ Windows Vista ต้องการระบบฮาร์ดแวร์ที่เหนือกว่า จึงทำให้ระบบทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า เช่น การใช้โปรแกรม Windows Search 4 และโปรแกรม Windows Aero และเพิ่มอัตราเร็วการตอบสนองของเครื่องพีซี เช่น เทคโนโลยี ReadyBoost ที่ทำให้การโหลดโปรแกรมเร็วขึ้น เพราะระบบจะเก็บโปรแกรมที่มีการใช้งานบ่อยส่วนหนึ่งไว้ในหน่วยความจำ
ระบบ Windows 7 นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีบนฮาร์ดแวร์ที่สามารถรันระบบ Windows Vista ได้ดีเช่นกัน แถมยังทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าและเสถียรกว่าด้วย ทีมงานออกแบบ Windows 7 นั้นได้มุ่งความสนใจไปที่โปรแกรมพื้นฐานต่างๆ รวมไปถึงการรักษาการทำงานร่วมกันของโปรแกรมและฮาร์ดแวร์ต่างๆ ด้วย ในระบบการทำงานจริง คุณจะพบว่าระบบ Windows 7 นั้นใช้เวลาบูทได้เร็วกว่าและยังใช้พื้นที่ในหน่วยความจำหลักน้อยกว่า Windows Vista อีกต่างหาก
|
3. ทำงานร่วมกับระบบ Windows Server 2008 ได้ดีกว่า
|
|
ประโยชน์หลักอย่างหนึ่งของระบบปฏิบัติการตัวใหม่เอี่ยมอ่องอย่าง Windows 7 นี้คือ ระบบ Windows 7 และระบบ Windows Server 2008 จะใช้โค้ดแบบเดียวกันและมีโครงสร้างการให้บริการ (Servicing model) แบบเดียว โครงสร้างการให้บริการนี้หมายถึงว่า ถ้าระบบมีการอัพเดตหรือมีการอัพเดตทางด้านระบบความปลอดภัย ข้อมูลอัพเดตเหล่านี้จะมีการแชร์กันในเครื่องพีซีและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ทำให้การรักษาโครงสร้างของระบบอัพเดตทำได้ง่ายขึ้น
นอกเหนือจากนั้น สภาพแวดล้อมระบบที่ใช้ทั้งระบบ Windows 7 และระบบ Windows Server 2008 จะขยายการทำงานของฟังก์ชั่นและช่วยทำให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยสูงขึ้น ตัวอย่างเด่นๆ คือ โปรแกรม DirectAccess ซึ่งจะเอื้อให้มีการบริหารจัดการและอัพเดตเครื่องคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่จากระยะไกล เมื่อเครื่องเหล่านั้นต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องต่อเข้ากับระบบขององค์กรแต่อย่างใด ขีดความสามารถเช่นนี้จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ในระบบนั้นได้รับอัพเดต Patch ตามกำหนดเวลา และยังทำให้หน่วยงานไอทีสามารถอัพเดตการตั้งค่าของระบบผ่านทาง Group Policy อีกด้วย ผู้ใช้งานสามารถใช้โปรแกรม DirectAccess เพื่อเข้าถึงส่วนต่างๆ ของระบบในองค์กรโดยไม่ต้องใช้ระบบ VPN (ระบบ DirectAccess ต้องรันบนระบบ IPSec และ IPv6 นอกเหนือจากลงระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 R2 แล้ว)
|
4. การเข้ารหัสข้อมูลที่ครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ต่อที่ถอดออกได้
|
|
ปัจจุบันมีข่าวออกมามากเหลือเกินว่า บริษัทต่างๆ นั้นได้สูญเสียข้อมูลชิ้นสำคัญๆ ไป บางธุรกิจนั้น การสูญเสียข้อมูลสำคัญก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางกฎหมายตามมา แต่ในบางวงการ การสูญเสียข้อมูลอาจทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีไหนก็ตาม นโยบายรักษาความปลอดภัยที่รอบคอบพอสามารถกำหนดได้ว่า ข้อมูลสำคัญจะต้องได้รับการปกป้องในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์หายหรือโดนขโมยไป นอกเหนือจากนั้น การป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่เป็นความลับโดนเอาออกไปจากระบบขององค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในการจัดการการปฏิบัติตามนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ระบบ Windows 7 นั้นใช้เทคโนโลยี BitLocker ซึ่งมีใช้งานครั้งแรกในระบบ Windows Vista และจะอำนวยการเข้ารหัสข้อมูลให้กับ boot volume ทั้งหมดในเครื่องพีซี นอกจากนั้น ในระบบ Windows 7 ยังมีโปรแกรม BitLOcker To Go ที่จะปกป้องข้อมูลในอุปกรณ์ถอดได้อย่าง USB Flash Drive โปรแกรม BitLocker Drive Encryption และ BitLocker To Go นั้นสามารถถูกควบคุมผ่าน Group Policy ได้ ทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณได้รับการคุ้มครองจากมืออาชีพมากขึ้น
|
5. ควบคุมว่าโปรแกรมไหนทำงานบนเครื่องใดได้บ้าง
|
|
ระบบ Windows 7 มีโปรแกรมชื่อว่า AppLocker ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถกำหนดได้ว่า โปรแกรมใดสามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ใดได้บ้าง ด้วยโปรแกรมนี้ คุณสามารถจัดการการลงโปรแกรมที่ถูกกฎหมายและสามารถควบคุมโปรแกรมที่สำคัญๆ ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ มันสามารถป้องกันไม่ให้มีโปรแกรมมุ่งร้าย (MaIware) มาทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในองค์กรได้ โปรแกรม AppLocker ทำงานแบบใช้กฎ ซึ่งจะกำหนดว่าเครื่องไหนรันแอพพลิเคชั่นใดได้บ้าง และจะมี Publisher rules ที่จะเก็บรายละเอียดกฎเอาไว้ เมื่อมีการอัพเดตเวอร์ชั่นโปรแกรมเรื่อยๆ
ถ้าคุณต้องการดูว่าโปรแกรม AppLocker นั้นลงระบบและจัดการอย่างไร ลองคลิกที่นี่เพื่อดูตัวอย่างหน้าจอและการใช้งานได้
|
6. เขียนสคริปต์ตั้งค่าเพื่อให้ระบบทำงานกิจวัตรแทนคุณได้อย่างอัตโนมัติ
|
|
เพื่อให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถรักษาสภาพแวดล้อมระบบให้คงที่และเพิ่มผลผลิตในการทำงาน ระบบ Windows 7 ได้จัดเตรียมระบบการจัดการสคริปต์แบบกราฟิกรูปแบบใหม่ หรือโปรแกรม Windows PowerShell 2.0 ที่เป็นภาษาการเขียนสคริปต์ที่สมบูรณ์และทรงพลัง ซึ่งรองรับการขยายโครงสร้าง (Branching), การวนลูป (Looping), ฟังก์ชั่นต่างๆ, การแก้ไขโปรแกรม, การจัดการข้อผิดพลาด (Exception Handling), และการทำให้เป็นค่าสากล (Internationalization)
- โปรแกรม PowerShell 2.0 นั้นมีหน้าจอสวยงามที่ใช้งานง่าย ทำให้การสร้างสคริปต์เป็นงานที่ไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะกับผู้ดูแลระบบที่ไม่ชอบการทำงานในแบบ command-line ที่ต้องป้อนคำสั่งด้วยตัวอักษรที่ยุ่งยาก
- โปรแกรม PowerShell 2.0 นั้นรองรับการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์รีโมทสองแบบ คือ แบบกระจายซึ่งจะจัดการสคริปต์แบบ one-to-many และแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งจะรองรับการทำงานกับเครื่องเฉพาะเจาะจง คุณยังสามารถใช้งาน PowerShell Restricted Shell จำกัดจำนวนคำสั่งและตัวแปรคำสั่งที่ผู้ดูแลระบบจะสามารถใช้งานได้ และยังจำกัดได้ว่า สคริปต์นั้นจะให้รันโดยใครบ้าง
- โปรแกรม PowerShell 2.0 สามารถใช้ร่วมงานกับ Group Policy Management Console (ต้องดาวน์โหลดมาต่างหาก) และจะอนุญาตให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถใช้สคริปต์ที่เขียนจัดการ Object ของ Group Policy ได้ และยังสามารถแก้ไขค่านโยบายต่างๆ ที่กำหนดใน Registry ของ Windows 7 ได้ด้วย ขณะเดียวกัน คุณสามารถใช้โปรแกรม PowerShell ตั้งค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งเรื่อง การออกจากระบบ การเข้าระบบ การสตาร์ทเครื่อง และการปิดเครื่องที่สามารถควบคุมและรันได้ผ่านทาง Group Policy
หากคุณต้องการดูตัวอย่างการใช้งานของ PowerShell 2.0 คร่าวๆ ให้คลิกที่นี่
|
7. สามารถหาหนทางแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
|
ระบบ Windows 7 นั้นได้เตรียมเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณระบุปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจาก Help Desk จริงๆ ระบบ Windows 7 ก็มีฟังก์ชั่นและเครื่องมือการตอบปัญหาที่จะทำให้การหาทางแก้ไขปัญหานั้นรวดเร็วทันใจ
- โปรแกรม Problem Steps Recorder เอื้อให้ผู้ใช้งานระบบสามารถลองทำขั้นตอนที่เกิดความผิดพลาดอีกครั้งและให้บันทึกขั้นตอนเหล่านั้นไว้ด้วย ทุกๆ ขั้นที่บันทึกลงไปในโปรแกรม จะมีรูปหน้าจอพร้อมกับค่าระบบด้วย หลังจากที่บันทึกเสร็จ ไฟล์นี้จะโดนย่อขนาดและส่งไปให้พนักงานช่วยเหลือต่อไป
- ระบบ Windows 7 ยังมีชุดเครื่องมือของการตอบคำถามที่จะรวมเอาสคริปต์ของโปรแกรม PowerShell และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ดูแลระบบสามารถรันชุดเครื่องมือนี้โดยใช้หน้าจอป้อนคำสั่ง (Command Line) และควบคุมการทำงานผ่านทางการตั้งค่าของ Group Policy
- ระบบ Windows 7 ยังมีฟังก์ชั่น Unified Tracing ที่จะช่วยระบุและแก้ปัญหาการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านทางเครื่องมือเพียงตัวเดียว ฟังก์ชั่น Unified Tracing นั้นจะรวบรวมบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบและแพ็คเก็ตในทุกๆ เลเยอร์ของเน็ตเวิร์ก เพื่อช่วยให้การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพขึ้น
|
8. สร้างและจัดการไฟล์อิมเมจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
|
ระบบ Windows 7 นั้นมีเครื่องมือหลายตัวที่จะช่วยในการสร้างและเปิดใช้งานระบบอิมเมจและทำให้ระบบของผู้ใช้งานเตรียมพร้อมใช้งานเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
Deployment Image Servicing and Management (DISM) เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในระบบ Windows 7 ที่เป็นตัวกลางคอยสร้างและเซอร์วิสอิมเมจของระบบวินโดวส์แบบออฟไลน์ ผู้ดูแลระบบสามารถใช้งานฟังก์ชั่นที่เกี่ยวกับอิมเมจได้หลาย ๆ ตัวในฟังก์ชั่นตัวนี้ ตั้งแต่การ Mount และ Unmount อิมเมจของระบบ การเพิ่ม การถอด การแจกแจงจำนวนไดรฟ์เวอร์และแพ็คเก็ตต่างๆ การเปิดและปิดฟังก์ชั่นในระบบ Windows การทำให้เป็นค่าสากล และการเก็บค่าอิมเมจแบบออฟไลน์ ระบบ Windows 7 ยังมีกระบวนการและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเครื่อง Virtual (VHD) และไฟล์อิมเมจแบบ native file-based (WIM)
ระบบ Windows 7 ยังมีการรวมเอาฟังก์ชั่น Dynamic Driver Provisioning ซึ่งใช้เก็บไดรฟ์เวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆ แยกจากไฟล์อิมเมจที่ใช้งานอยู่ และสามารถเข้าไปอยู่ในระบบได้โดยดูจาก Plug and Play ID ของฮาร์ดแวร์ หรือสามารถกำหนดเป็นชุดไว้ก่อน ซึ่งจะอ้างอิงจากข้อมูลที่เก็บไว้ในระบบข้อมูลเข้าและข้อมูลออกขั้นพื้นฐาน หรือ BIOS การลดจำนวนไดรฟ์เวอร์ในระบบนั้นจะเป็นการช่วยลดโอกาสที่ไดรฟ์เวอร์แต่ละตัวจะทำงานขัดแย้งกัน ซึ่งในที่สุดแล้วจะช่วยลดเวลาการติดตั้งระบบและลดความเสี่ยงที่เครื่องคอมพิวเตอร์แฮงก์ได้ด้วย
เมื่อคุณพร้อมที่จะใช้งานระบบ Window 7 ฟังก์ชั่น Multicast Multiple Stream Transfer จะเอื้อให้เซิร์ฟเวอร์สามารถส่งไฟล์อิมเมจไปที่ไคลเอนต์ได้หลายๆ ไคลเอนต์พร้อมกัน และจะจับกลุ่มไคลเอนต์ที่มีขีดความสามารถทางด้านแบนด์วิธที่ใกล้เคียงกันให้กลายเป็นเครือข่ายที่มีการส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่องหลายๆ ช่องทาง เพื่อให้อัตราการถ่ายโอนข้อมูลเร็วสูงสุดและทำให้การใช้งานแบนด์วิธมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หากคุณต้องการดูตัวอย่างหน้าจอของเครื่องมือ Deployment ในระบบ Windows 7 ให้คลิกที่นี่ครับ
|
9. การโอนข้อมูลและโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่ง่ายขึ้น
|
|
ระบบ Windows 7 ยังได้ทำให้เครื่องมือด้านการโอนข้อมูลอย่าง User State Migration Tool (USMT) นั้นใช้งานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นหน้าจอการป้อนคำสั่งที่เอื้อให้คุณสามารถโอนข้อมูลจำพวกค่าระบบปฏิบัติการ ไฟล์ต่างๆ และข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ในระบบ Windows 7 ยังได้ทำให้ USMT นั้นสามารถเก็บข้อมูลและค่าระบบของผู้ใช้งานเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่งในไดรฟ์ และไม่จำเป็นต้องย้ายไฟล์นั้นไปเก็บไว้ที่อื่นในระหว่างการลงระบบ
|
10. เพิ่มผลิตผลของผู้ใช้งานในออฟฟิศตามสาขา
|
|
ระบบ Windows 7 ได้เปิดตัวฟังก์ชั่น BranchCache ซึ่งจะเก็บไฟล์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเรียกเข้าใช้งานจากคอมพิวเตอร์ตามสาขาต่างๆ ไว้ในแคช เพื่อให้มีการเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ในอนาคตอย่างรวดเร็วขึ้น ตัวแคชนี้สามารถเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางตามสาขาต่างๆ หรือจะเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้เลย แต่มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือ ถ้าคุณต้องการใช้งานฟังก์ชั่น BranchCache ให้ได้ประสิทธิภาพละก็ คุณต้องลงระบบ Windows Server 2008 R2 ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้องด้วย
|
ของแถม
|
การสนับสนุนสำหรับระบบเสมือน (Virtualization) ที่ดีขึ้น
|
|
Windows 7 ยังทำให้ประสบการณ์การใช้งานระบบเสมือนนั้นเข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่ากำลังใช้งานเดสก์ท็อปธรรมดาอยู่ ตัวอย่างเช่น ระบบ Windows 7 จะรองรับหน้าจอหลายสี ระบบออดิโอสองทางที่จะให้คุณใช้งาน VoIP ได้ รวมไปถึงการสั่งคำสั่งด้วยระบบเสียงและการเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเครื่องพิมพ์
นี่ล่ะครับ ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้ 10 ประการที่คุณควรรู้เกี่ยวกับระบบ Windows 7 (อ้อ ต้องเรียกว่า 11 ประการสิครับถึงจะถูก ก็มันอดใจไม่ไหวนี่ครับ) และถ้าคุณยังไม่มีวิธีการที่จะแกล้งเพื่อนร่วมงานของคุณแล้วละก็ เราแนะนำให้คุณเก็บทิปนี้ไว้อ่านคนเดียวแล้วไม่ต้องแบ่งพวกเขาครับ
ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้นำเสนอแง่มุมของบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่นในเรื่องที่กล่าวถึงในวันที่มีการตีพิมพ์ เนื่องจากบริษัทไมโครซอฟท์ต้องตอบสนองต่อสภาวะการตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เอกสารฉบับนี้จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาจากบริษัทไมโครซอฟท์ และบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถรับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอได้ เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว บริษัทไมโครซอฟท์ไม่ได้รับประกัน แสดงหรือแสดงนัยใดๆ ทั้งสิ้นในเอกสารฉบับนี้
บริษัทไมโครซอฟท์อาจกำลังมีการจดสิทธิบัตรหรือกำลังรอผลยื่นการจดสิทธิบัตร ตราเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ครอบคลุมโปรแกรมที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ การให้ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการให้ใบอนุญาตใช้สิทธิบัตร ตราเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาต่อผู้อ่าน นอกเหนือจากว่าได้มีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรในการทำข้อตกใบอนุญาตกับบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น
บริษัทไมโครซอฟท์ไม่ได้ทำการนำเสนอหรือรับประกันข้อมูลจำเพาะในเอกสารฉบับนี้หรือผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ถูกพัฒนาที่อ้างอิงเอกสารฉบับนี้ บริษัทไมโครซอฟท์ปฏิเสธการรับประกันทั้งที่แสดงออกมาและที่แสดงนัย รวมไปถึงแต่ไม่จำกัดการรับประกันเชิงนัยหรือความพร้อมที่จะออกจำหน่าย ความเหมาะสมเพื่อเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง และการไม่ฝ่าฝืนกฎสิทธิบัตรต่างๆ นอกเหนือจากการจำกัดสิ่งที่กล่าวทั่วไปมาก่อนหน้านี้ บริษัทไมโครซอฟท์จะไม่รับประกันทุกประเภท ว่าสินค้าได้ถูกพัฒนาจากข้อมูลจำเพาะเหล่านี้หรือแค่บางส่วนของข้อมูลจำเพาะบางส่วน ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของคนหรือของหน่วยงานในประเทศนี้ ผู้อ่านจะต้องรับผิดชอบในการหาใบอนุญาตของทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสม บริษัทไมโครซอฟท์จะไม่รับผิดชอบต่อค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำเพาะ รวมไปถึงการรับผิดชอบต่อกำไรที่สูญเสียไป การหยุดชะงักทางธุรกิจ หรือค่าเสียหายต่างๆ รัฐบางรัฐอาจจะไม่อนุญาตให้มีการยกเว้นหรือการจำกัดความรับผิดชอบหรือผลที่ตามมาหรือค่าเสียหาย ข้อจำกัดข้างต้นอาจจะไม่สามารถใช้กับผู้อ่านได้
Microsoft, Aero, AppLocker, BitLocker, BranchCache, PowerShell, ReadyBoost, Windows, Windows Server, และ Windows Vista เป็นโปรแกรมหรือระบบที่มีตราเครื่องหมายการค้าหรือมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ
|
|
|