This is the Trace Id: 2cfcc6932e08b21bcadfec004e16eefb

การพัฒนาแอปแบบ Low-Code เทียบกับแบบเดิม

เรียนรู้ว่าการพัฒนาแบบ Low-code และแบบเดิมแตกต่างกันและส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างไร
คนใส่เสื้อสีน้ำเงิน

การพัฒนาแบบ Low-Code คืออะไร

 

การพัฒนาแบบ Low-Code คือแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ทางเลือกที่ช่วยให้การสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างราบรื่น โดยใช้โมดูลที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เทมเพลต ฟังก์ชันการลากแล้วปล่อย และกระบวนการอัตโนมัติ เนื่องจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญหรือความรู้ในการเขียนโค้ดเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ไม่ใช่นักพัฒนาจึงสามารถนำแอปพลิเคชันและผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

 

การพัฒนาแบบ Low-Code เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับธุรกิจที่มองหาวิธีช่วยให้ทีมเทคโนโลยีสารสนเทศมีเวลามากขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต สำหรับองค์กรที่มีบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจำกัด การพัฒนาแบบ Low-Code สามารถช่วยให้นักพัฒนาและผู้ที่ไม่ใช่นักพัฒนาขยายชุดทักษะของตนได้โดยพัฒนาแอปพลิเคชันในบริษัทได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาการพัฒนาแบบกำหนดเองที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

สร้างแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้นด้วยทรัพยากรน้อยกว่า

เริ่มต้นสร้างและเปิดใช้แอประดับมืออาชีพได้ทันที โดยใช้เทมเพลตที่สร้างไว้ล่วงหน้า เครื่องมือลากแล้วปล่อย และการปรับใช้งานที่รวดเร็ว เริ่มต้นใช้งาน Microsoft Power Apps วันนี้

ประโยชน์และจุดบกพร่องของการพัฒนาแบบ Low-code

 

การพัฒนาแบบ Low-Code กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งช่วยบรรเทาภาระงานและช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ เปิดตัว และอัปเดตแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว การปรับใช้งานที่รวดเร็วและการอัปเดตที่ฉับไวช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้นได้ เพราะสามารถตอบสนองต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างคล่องตัว การสร้างแอปแบบ Low-Code ด้วยบริการ เช่น Microsoft Power Apps สามารถช่วยให้ธุรกิจสร้างแอประดับมืออาชีพด้วยฟังก์ชันการทำงานขั้นสูง

 

แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Low-Code สามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจที่แตกต่างกันและช่วยบรรเทาปริมาณงานด้าน IT ได้ บุคลากรที่ไม่ใช่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถใช้การพัฒนาแบบ Low-code เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาแอปได้ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนามืออาชีพมีเวลามุ่งเน้นไปกับการเขียนโค้ดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับส่วนประกอบและแอปพลิเคชันแบบกำหนดเอง และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศยังสามารถใช้ระบบอัตโนมัติแบบ Low-code เพื่อเพิ่มปรับกระบวนการและภาระงานให้เหมาะสมได้ แม้ว่าการพัฒนาแบบ Low-Code จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็มีข้อดีมากมายที่ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจหลากหลายประเภท

 

ตัวอย่างของแอปแบบ Low-code ที่ธุรกิจต่างๆ สามารถพัฒนาได้

 

  • แอปการจัดการต้นทุนการดำเนินงาน
  • แอปจัดตารางเวลา
  • แอปจัดการค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
  • แอปบันทึกการทำงานประจำวัน
  • แอปเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ
  • แอปขอลางาน
  • แอปขอรับบริการ
  • แอปบัญชีค่าจ้าง
  • แอปกิจกรรมให้เงินช่วยเหลือและสัญญา
  • แอปกระบวนการอนุมัติ
  • แอปติดตามสินค้าคงคลัง
  • แอปวางแผนเหตุการณ์

 

สำรวจสถานการณ์สมมติของแอป Low-Code เพิ่มเติมและตัวอย่างในโลกแห่งความจริง และเรียนรู้วิธีที่ลูกค้า Power Apps ใช้แพลตฟอร์มในภาคธุรกิจและองค์กรไม่แสวงหากำไรหลายประเภท

 

ประโยชน์ของการพัฒนาแบบ Low-code

 

  • ความง่ายในการใช้งาน: มอดูลและเทมเพลตแบบลากแล้วปล่อยช่วยให้การพัฒนาแอปไม่ต้องมีการคาดเดาอีกต่อไป
  • ปริมาณงานด้าน IT ที่ลดลง: โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT มีชุดเครื่องมือแบบขยาย การพัฒนาแบบ Low-Code ช่วยให้มีความยืดหยุ่นและพื้นที่ในการจัดลำดับความสำคัญของแรงงานทางเทคนิคและโครงการแบบกำหนดเองมากขึ้น
  • อุปสรรคในการเข้าถึงต่ำ: ด้วยเครื่องมือ ส่วนติดต่อผู้ใช้ และฟีเจอร์ลากแล้วปล่อยที่เรียบง่าย การพัฒนาแบบ Low-Code ช่วยให้พนักงานเข้าถึงแอปและโคงการการเขียนโค้ดได้กว้างขวางขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาปรับปรุงความรู้และทักษะในการพัฒนา และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง
  • นำแอปออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว: เทมเพลตและเครื่องมือที่มีอยู่ก่อนจะช่วยให้พนักงานสร้างและเปิดใช้แอปได้อย่างรวดเร็ว
  • คุ้มค่ากับต้นทุน: การใช้เทมเพลตและเครื่องมือแบบ Low-Code หมายความว่าธุรกิจไม่ต้องลงทุนเวลาและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ซับซ้อนและกำหนดเองมากขึ้น
  • การอัปเดตและการบำรุงรักษาอย่างง่าย: แทนที่จะพึ่งพาการพัฒนาแบบกำหนดเองสำหรับการอัปเดตใหม่ๆ และการบำรุงรักษาตามปกติ แพลตฟอร์มแบบ Low-Code สามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ในนามของธุรกิจ
  • ช่วยให้องค์กรปลอดภัย: แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Microsoft Power Platform มีความปลอดภัยในตัวและช่วยเชื่อมโยงแอปพลิเคชันอิสระให้เป็นโครงสร้างเดียว
  • ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่มีคุณค่า: เครื่องมือและแดชบอร์ดในตัวภายในแพลตฟอร์มแบบ Low-Code สามารถนำเสนอแบบจำลองและรายงานที่เป็นภาพพร้อมข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์และดำเนินการได้
  • ทำงานซ้ำๆ แบบอัตโนมัติ: ร่วมกับการพัฒนาแบบกำหนดเอง พนักงานด้าน IT สามารถใช้การพัฒนาแบบ Low-Code เพื่อปรับปริมาณงานให้เหมาะสมได้

 

ข้อเสียของการพัฒนาแบบ Low-code

 

  • ปรับแต่งและปรับขนาดได้น้อยกว่าการพัฒนาแบบกำหนดเอง: แม้ว่าแพลตฟอร์มแบบ Low-Code จะมีเทมเพลตที่มีอยู่ก่อนที่หลากหลาย แต่ก็อาจใช้ได้อย่างจำกัดสำหรับโครงการที่ซับซ้อนมากขึ้น และไม่ได้มีความสามารถในการปรับขนาดตามการเติบโตและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของธุรกิจเสมอไป
  • มีข้อจำกัดในการผสานรวมกับระบบอื่น: แพลตฟอร์มหรือระบบแบบดั้งเดิมอาจต้องการโซลูชันการผสานรวมที่ซับซ้อนมากขึ้น
  • ขาดความยืดหยุ่นของเทมเพลต: การทำงานภายในเทมเพลตที่เฉพาะเจาะจงนั้นหมายความว่า พนักงานอาจต้องสร้างวิธีแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนความคาดหวังเกี่ยวกับฟังก์ชันการทำงานของแอป

การพัฒนาแอปด้วยโค้ดแบบเดิมหรือการพัฒนาแอปแบบกำหนดเองคืออะไร

 

การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกำหนดเอง ซึ่งใช้การเขียนโค้ดแบบเดิม ต้องพึ่งพานักพัฒนามืออาชีพในการวางแผน ออกแบบ เขียนโค้ด และปรับใช้ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันด้วยตนเอง ในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ใช้การเขียนโค้ดแบบเดิม คุณสมบัติหรือองค์ประกอบแต่ละอย่างจะมีโค้ดแบบกำหนดเอง และนักพัฒนาต้องทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะที่มักจะซับซ้อนนั้นให้ได้ แม้ว่าการเขียนโค้ดแบบเดิมมักจะใช้เวลามากกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการพัฒนาแบบ Low-Code แต่ตัวเลือกการเลือกกำหนดที่กว้างขวางกว่าก็ถือเป็นประโยชน์สำหรับบางโครงการ

 

ประโยชน์ของการพัฒนาแอปแบบกำหนดเอง

 

  • สามารถปรับแต่งได้อย่างมาก: นักพัฒนาแบบกำหนดเองจะสามารถวางแผน ออกแบบ และตอบสนองความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจได้
  • ปรับขนาดได้และปรับเปลี่ยนได้: การพัฒนาแบบกำหนดเองมีความคล่องตัวมากกว่า ซึ่งช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น ขยายขนาดเมื่อจำเป็น และปรับให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้
  • ฟังก์ชันการทำงานแบบขยาย: โค้ดแบบกำหนดเองมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย และนักพัฒนาสามารถปรับแต่งฟังก์ชันให้ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงได้
  • การผสานรวมกับระบบอื่นๆ: นักพัฒนาแบบกำหนดเองจะสามารถปรับแอปพลิเคชันเพื่อรวมเข้ากับแอป ระบบ หรือผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิมอื่นๆ ได้

 

ข้อเสียของการพัฒนาแอปแบบกำหนดเอง

 

  • การบำรุงรักษาที่ต่อเนื่อง: แอปแบบกำหนดเองต้องใช้การปฏิบัติจริงเพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลรักษา
  • ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า: การสร้างแอปแบบกำหนดเองอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน และการบำรุงรักษายังต้องใช้ทักษะเฉพาะทางที่อาจส่งผลให้มีการเรียกเก็บเงินที่สูงขึ้น
  • ระยะเวลาการปรับใช้งานและการทดสอบที่ยาวนานกว่า: เนื่องจากการพัฒนาแบบกำหนดเองมักจะซับซ้อน การปรับใช้งานและทดสอบจึงอาจมีความซับซ้อนกว่า ซึ่งส่งผลให้มีช่วงเวลารอที่นานขึ้นก่อนที่จะเผยแพร่แอปให้ลูกค้าหรือสาธารณะ
  • การอัปเดตและการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลานานกว่า: การสร้างแอปแบบกำหนดเองเกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาที่ยาวนานกว่าการพัฒนาแบบ Low-Code และการวางแผนและการอัปเดตก็ใช้เวลามากกว่าเช่นกัน

การพัฒนาแอปแบบ Low-code และแบบเดิมแตกต่างกันอย่างไร

 

การพัฒนาแบบ Low-Code แตกต่างจากการพัฒนาแบบเดิมตรงที่การพัฒนาแบบ Low-Code จะขยายความสามารถในการสร้างแอปหรือเว็บไซต์ให้กับผู้คนจำนวนมากขึ้น ในขณะที่การเขียนโค้ดแบบเดิมต้องใช้นักพัฒนามืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการเขียนโค้ดด้วยตนเอง แต่การพัฒนาแบบ Low-Code ใช้ความรู้เพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น และมีเครื่องมือ เทมเพลต และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย

 

เมื่อต้องตัดสินใจว่าแนวทางใดดีที่สุดสำหรับสถานการณ์หรือโครงการของคุณ ให้พิจารณาคำถามต่อไปนี้

 

  • โครงการของคุณมีความซับซ้อนแค่ไหน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและอัปเดตบ่อยหรือไม่
  • คุณต้องการความสามารถในการผสานรวมระบบหรือไม่ หรือคุณจะต้องการหรือไม่ในอนาคต
  • คุณต้องการให้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของคุณใช้งานได้เร็วแค่ไหน
  • คุณมีงบประมาณมากแค่ไหน
  • คุณต้องการให้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง
  • แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศของคุณต้องอุทิศเวลาให้กับโครงการมากแค่ไหน
  • คุณมีพนักงานที่ไม่ใช่นักพัฒนาที่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดอยู่แล้วหรือสนใจที่จะเพิ่มพูนทักษะการเขียนโค้ดหรือไม่

 

ความแตกต่างระหว่างการพัฒนาแบบ Low-code กับแบบเดิม

 

การพัฒนาแบบ Low-Code

 

  • อาศัยความรู้เกี่ยวกับการเขียนโค้ดน้อยมาก
  • ลดต้นทุนการพัฒนา
  • ใช้เทมเพลตและเครื่องมือแบบลากแล้วปล่อย
  • มีการอัปเดตอัตโนมัติและการบำรุงรักษาตามรอบที่กำหนด
  • นำเสนอภาพ รายงาน และการวิเคราะห์ในตัว

 

การพัฒนาแบบเดิม

 

  • อาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีทักษะ
  • ต้องใช้เวลา พลังงาน เงิน และทรัพยากรมากกว่า
  • ช่วยให้สามารถปรับแต่งได้คล่องตัวยิ่งขึ้น
  • สามารถผสานรวมเข้ากับระบบและแอปอื่นๆ ได้หลากหลาย
  • ปรับขนาดและปรับแต่งได้ง่ายกว่า

 

การพัฒนาแบบ No-code กับแบบเดิม

 

เช่นเดียวกับการพัฒนาแบบ Low-code การพัฒนาแบบ No-code ยังช่วยให้ธุรกิจและนักพัฒนามีเครื่องมือเพิ่มเติมในการขยายการสร้างแอปไปยังกลุ่มพนักงานได้กว้างขึ้น และช่วยให้ทีมเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถโฟกัสงานที่ต้องใช้ทักษะสูงๆ ได้มากขึ้น

 

การพัฒนาแบบ Low-Code อาจต้องมีความรู้ระดับพื้นฐานในการเขียนโค้ดอยู่บ้าง แต่การพัฒนาแบบ No-Code นั้นไม่ต้องมีเลย ผู้สร้างแอปพลิเคชันแบบ No-Code มีอินเทอร์เฟซเข้าใจง่ายและใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถสร้างและเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือและเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าการพัฒนาแบบ No-Code จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการพัฒนาทั้งแบบ Low-Code และแบบเดิม แต่ก็มีตัวเลือกการปรับแต่งที่น้อยกว่าและเหมาะสำหรับโครงการที่เรียบง่ายกว่า

 

การใช้การพัฒนาแบบ Low-code ร่วมกับการพัฒนาแบบเดิม

 

การพัฒนาแบบ Low-Code ไม่ได้มาแทนที่การพัฒนาแบบเดิม แต่เป็นเครื่องมือที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้เพื่อเสริมความสามารถในการเขียนโค้ดและช่วยให้ทีมเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ต้องทำงานซ้ำๆ หรืองานที่ไม่จำเป็น การพัฒนาแบบ Low-Code ช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้เร็วขึ้นและอุทิศทักษะทางเทคนิคของตนให้กับโครงการสรรค์สร้างนวัตกรรมแบบกำหนดเองได้เต็มที่มากขึ้น

 

การพัฒนาแบบ Low-Code ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเริ่มต้นโครงการและเพิ่มฟังก์ชันพื้นฐานให้กับหน้าเว็บที่มีอยู่หรือสร้างหน้าใหม่ภายในบริบทของโครงการที่ใหญ่และซับซ้อนกว่า โดยไม่ต้องเขียนโค้ดทีละบรรทัด การพัฒนาแบบ Low-Code สามารถขยายทรัพยากรและเครื่องมือที่มีให้กับทีมเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ถ่ายโอนภาระงานที่ง่ายกว่าให้กับพนักงานที่ไม่ใช่ฝ่ายพัฒนาได้

 

การเริ่มต้นใช้งานการพัฒนาแบบ Low-code

 

การนำแพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Low-Code มาใช้ช่วยให้ธุรกิจสนับสนุนทีมเทคโนโลยีสารสนเทศของตนและกระตุ้นให้นักพัฒนาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ได้ เมื่อพิจารณาเลือกแพลตฟอร์ม Low-code ต่างๆ ให้นึกถึงความต้องการขององค์กรคุณ และเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับโครงการที่คุณวางแผนไว้และมีเครื่องมือให้กับทีม IT ของคุณเพื่อเสริมสร้างทักษะและลดภาระงาน แพลตฟอร์มและเครื่องมือต่างๆ เช่น Microsoft Power Platform และ Power Apps สามารถช่วยคุณเพิ่มศักยภาพให้กับทีมของคุณในการสร้างและเปิดใช้แอป และมอบเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาเพื่อขยายความสามารถของแอปได้อย่างไร

คำถามที่ถามบ่อย

  • ความแตกต่างหลักๆ คือการพัฒนาแบบ Low-Code ต้องใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญในการเขียนโค้ดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการพัฒนาแบบ Low-Code ใช้เทมเพลตและเครื่องมือแบบลากแล้วปล่อย แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Low-Code จึงเข้าถึงได้สำหรับพนักงานในวงกว้างมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Low-Code นั้นคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่าและช่วยให้ธุรกิจผลิตและเปิดตัวแอปได้เร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาแบบเดิม
  • การพัฒนาแบบ Low-Code ไม่ได้มาแทนที่นักพัฒนา แต่เป็นเครื่องมือเสริมสำหรับทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ และไม่เป็นส่งผลเสียต่อการทำงานที่ต้องใช้ทักษะมากกว่าของพวกเขา การพัฒนาแบบ Low-Code ช่วยให้นักพัฒนาสามารถปรับการทำงานที่ซ้ำซากให้เป็นระบบอัตโนมัติ จัดลำดับความสำคัญของงานที่ซับซ้อน และทุ่มเทเวลาให้กับโครงการที่ยากกว่าและต้องดูแลใส่ใจมากกว่าได้ และการพัฒนาแบบ Low-Code ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานที่ไม่ใช่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนทีมพัฒนาโดยการสร้างเว็บไซต์และแอประดับมืออาชีพ
  • ข้อดีของการพัฒนาแบบ Low-code ได้แก่ ใช้งานง่าย ช่วยลดภาระงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอุปสรรคในการเข้าถึงเล็กน้อย คุ้มค่า อัปเดตและบำรุงรักษาได้ง่าย มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่มีค่า และปรับให้งานที่ต้องทำซ้ำๆ เป็นอัตโนมัติ ข้อเสียของการพัฒนาแบบ Low-Code ได้แก่ เลือกกำหนดและขยายขนาดได้จำกัด มีตัวเลือกการผสานรวมที่น้อยกว่า และมีเทมเพลตที่ไม่ค่อยยืดหยุ่นนัก
  • ข้อดีของการพัฒนาแบบเดิม ได้แก่ กำหนดเองได้ตามใจ ปรับขนาดและปรับเปลี่ยนได้ มีฟังก์ชันการทํางานที่กว้างขวาง และผสานรวมกับระบบอื่นๆ ได้ง่ายกว่า ข้อเสียของการพัฒนาแบบเดิม ได้แก่ มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นและค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่า ต้องบำรุงรักษาและรักษาปลอดภัยมากกว่า ปรับใช้งานและทดสอบยาวนานกว่า และอัปเดตและเปลี่ยนแปลงนานกว่า
  • ในขณะที่การพัฒนาแบบ Low-code และการพัฒนาแบบ No-code เสนอทางเลือกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้เพื่อแทนที่การเขียนโค้ดแบบเดิม การพัฒนาแบบ Low-code นั้นแตกต่างจากการพัฒนาแบบ No-code ตรงที่การพัฒนาแบบ Low-code อาจต้องใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญในการเขียนโค้ดอยู่บ้าง ในขณะที่การพัฒนาแบบ No-code ไม่ต้องใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเลย
  • เมื่อพิจารณาเลือกวิธีการพัฒนาที่เหมาะกับโครงการของคุณที่สุด ให้พิจารณาถึงความซับซ้อนของโครงการและงบประมาณที่คุณมีอยู่ นึกถึงสิ่งที่คุณอาจต้องการในอนาคต เช่น คุณมีแผนขยายตัว อัปเกรด หรือผสานรวมระบบที่อาจจำเป็นในอนาคตหรือไม่ หากมี คุณอาจต้องพิจารณาเลือกใช้การพัฒนาแบบกำหนดเอง หากโครงการของคุณต้องเปิดตัวโดยเร็ว และคุณจะได้รับประโยชน์จากการอัปเดตอัตโนมัติและการสนับสนุนด้านการรักษาความปลอดภัยจากแพลตฟอร์มแบบ Low-Code และเหมาะกับเทมเพลตใดเทมเพลตหนึ่ง การพัฒนาแบบ Low-Code อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด
  • เมื่อพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มแบบ Low-Code ให้พิจารณาจากความต้องการของธุรกิจและทีมพัฒนาของคุณ คุณมีโครงการมากมายที่ต้องพัฒนาหรือไม่ ตั้งแต่แอปไปจนถึงหน้าเว็บ ทีมคุณมีประสบการณ์มากน้อยเพียงใด และใครจะเป็นผู้ออกแบบโครงการ คุณต้องใช้การรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลประเภทใด และสุดท้าย ให้ตรวจสอบงบประมาณของคุณและเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด

ติดตาม Power Platform

ไทย (ไทย) ความเป็นส่วนตัวด้านสุขภาพของผู้บริโภค ติดต่อ Microsoft ความเป็นส่วนตัว จัดการคุกกี้ ข้อตกลงการใช้งาน เครื่องหมายการค้า เกี่ยวกับโฆษณาของเรา